จากการสำรวจนั้นพบว่า คนที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ตัดสินใจซื้อนั้นเป็นเพราะค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า ดีต่อสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ขณะที่สถานีในการชาร์จไฟฟ้ายังมีจำนวนไม่ครอบคลุมนัก ระยะทางในการขับขี่ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งนั้นค่อนข้างสั้น ระยะเวลาการชาร์จที่ค่อนข้างนาน และราคารถยนต์ที่สูงกว่ารถไอซีอี เรียกได้ว่าเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อผลการตอบรับรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย จากการสำรวจพบว่ามากกว่าร้อยละ 80 ของผู้ที่ทำการตอบแบบสอบถามนั้นวางแผนที่จะซื้อรถยนต์ในอีก 5 ปีข้างหน้า และรถยนต์ไฟฟ้าในประเภท บีอีวี เป็นรถที่ผู้บริโภคนั้นให้ความสนใจมากสุด โดยความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าจะเริ่มมากขึ้นตั้งแต่ในปีนี้จนถึงปีหน้า และจะเร่งตัวมากยิ่งขึ้นในปี 2024 เป็นต้นไป

การแข่งขันที่สูงขึ้นและการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมรถยนต์ ผู้เล่นในอุตสาหกรรมและผู้ที่เกี่ยวข้องจึงต้องรีบหาช่องทางในการปรับตัวและหาช่องทางในอุตสาหกรรมรถยนต์ยุคใหม่ เช่น การปรับรูปแบบของสินค้า และบริการ การหากลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การค้นหารูปแบบของธุรกิจใหม่ และการร่วมมือกับผู้เล่นรายอื่นทั้งในและนอกอุตสาหกรรม ซึ่งจะสามารถช่วยให้การแข่งขันนั้นเคลื่อนตัวต่อไปได้ ผลจากแบบสอบถามเกี่ยวกับความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยนั้น ตลอดไปจนถึงการตื่นตัวเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าจากทั่วโลก สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญและจำเป็นในการที่จะพัฒนา Ecosystem ของรถยนต์ไฟฟ้าในทุกภาคส่วน ทั้งในเรื่องของการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ รวมไปถึงการสนับสนุนจากทางภาครัฐในเรื่องของการเพิ่มสถานีชาร์จ

จากการที่พิจารณาเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว ผู้ใช้รถยนต์นั้นมีแนวโน้มที่จะทำการเลือกซื้อรถยนต์ยี่ห้อที่ไม่ได้ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยร้อยละ 28 เท่านั้นที่จะใช้ยี่ห้อเดิม ส่วนร้อยละ 72 นั้น ต้องการจะเปลี่ยนยี่ห้อรถ และร้อยละ 13 นั้น มีความต้องการที่จะทำการซื้อรถยนต์จากผู้ผลิตรายใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำการผลิตรถยนต์ประเภทไอซีอีมาก่อน ดังนั้นผู้ผลิตรถยนต์ที่ยังปรับตัวไม่ทันอาจจะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดได้ ความภักดีต่อแบรนด์ของผู้ใช้รถยนต์ที่ลดลงนั้นส่งสัญญาณให้เห็นว่าลูกค้านั้นมองว่ารถไฟฟ้าเป็นสินค้าในประเภทใหม่ ซึ่งมีผลต่อการมองหารถยนต์และบริการต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย แม้ผู้ผลิตรถยนต์ในรายดั้งเดิมนั้นจะถือไพ่เหนือกว่าผู้ผลิตรายใหม่ๆในตลาดในด้านของความคุ้นเคย แต่การปรับตัวต่อความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงจะเป็นปัจจัยที่สำคัญเพื่อจะรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดรถยนต์ในอนาคตได้

ปัญหาของรถยนต์ไฟฟ้าของไทยในปัจจุบันนั้นคือสถานีการชาร์จไฟที่น้อย และเวลาการชาร์จที่ค่อนข้างนานยังคงเป็นปัญหาที่สำคัญที่ต้องแก้ไข เพราะยังส่งผลต่อผู้บริโภคต่อการเลือกซื้อรถไฟฟ้า รวมถึงอาจที่จะยังไม่เลือกซื้อด้วยเหตุผลนี้ แต่โดยส่วนใหญ่ของการสำรวจผู้ใช้รถไฟฟ้าแล้วนั้น ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะชาร์จไฟฟ้าที่บ้าน และใช้บริการที่สถานีน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ ร้อยละ 73 ของผู้ที่ยังไม่ได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเชื่อว่าระยะทางการขับขี่ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งนั้นเพียงพอต่อการใช้งานในปกติ ทำให้ร้อยละ 88 ของผู้ที่ทำการสำรวจจะยังคงชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้านเป็นหลัก จะเห็นได้ชัดเลยว่า ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่สามารถที่จะใช้รถได้เป็นปกติในหนึ่งวันโดยการกลับมาชาร์จรถที่บ้านในช่วงเวลากลางคืนได้ จึงอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องใช้บริการสถานีชาร์จมากอย่างที่คิดเอาไว้ จึงลดปัญหาในกรณีที่สถานีชาร์จยังครอบคลุมได้ รวมถึงปัญหาของระยะเวลาการชาร์จที่นานเกินไปดังนั้นการสร้างความเข้าใจให้แก่ผู้บริโภคจะช่วยลดความกังวลในเรื่องของการชาร์จไฟฟ้าได้










