สัดส่วนการใช้พลังงานในไทยเป็นอย่างไร

ARTICLEComments are off for this post.

You Are Here:สัดส่วนการใช้พลังงานในไทยเป็นอย่างไร

พลังงานในรูปแบบต่างๆ จัดเป็นปัจจัยพื้นฐานที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ในการที่จะทำให้ประเทศนั้นได้มีการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน และช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจในหลายๆ ด้าน เมื่อพูดถึงพลังงานในประเทศไทยนั้นก็มีอยู่มากมายหลายพลังงานเลยทีเดียวแต่สำหรับในบทความนี้เราจะมานำเสนอในเรื่องของสัดส่วนการใช้พลังงานในประเทศไทยว่าเป็นอย่างไรเพื่อทำให้คุณผู้อ่านเห็นภาพและเกิดความเข้าใจได้อย่างชัดเจนมากขึ้น

พลังงานน้ำมัน อันดับ 1 ของโลก

ถ้าพูดถึงพลังงานที่เป็นอันดับ 1 ของโลก ณ ตอนนี้ แน่นอนว่าจะต้องเป็นพลังงานน้ำมัน ซึ่งเป็นพลังงานที่ประเทศไทยยังต้องซื้อมาจากต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นพลังงานที่มีราคาสูง ปัจจุบันในประเทศไทยของเรานั้นต้องต้องนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นถึง 80 % จากมูลค่าเดิม 300 ล้านบาท กลายเป็น 500 ล้านบาท ในปี พ.ศ.2560 โดยคิดเป็นจำนวนกว่า 10 % ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด ในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาของประเทศไทย พลังงานที่มีความสำคัญที่สุด ก็คือ น้ำมันปิโตรเลียม ซึ่งเป็นจำนวน 45 % ของพลังงานทั้งหมดรองลงมาก็คือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งได้มาจากแหล่งผลิตในอ่าวไทย แต่ช่วงระยะหลังๆ นี้ ก๊าซธรรมชาติได้รับความนิยมมาก จึงทำให้มีการใช้งานเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดการผลิตไม่ทันจึงต้องมีการนำเข้าจากพม่า ส่วนการใช้พลังงานถ่านหินนั้น มีสัดส่วน 10 % ของพลังงานทั้งหมด ในช่วงยุคแรกนั้นมีการใช้ถ่านหินลิกไนต์ที่มีอยู่มากในประเทศ แต่ต่อมาก็ได้มีการนำเข้าถ่านหินจากต่างประเทศ ซึ่งมีคุณภาพดีกว่ามาใช้มากขึ้นส่วนทางด้านพลังงานหมุนเวียนนั้นก็นำมีการใช้งานมากขึ้น ในรูปแบบของถ่านฟืนและแกลบซึ่งพบมากในครัวเรือนชนบทและอุตสาหกรรมบางประเภท

อุตสาหกรรมและการขนส่ง กำลังหลัก

จากการนำหลักการวิเคราะห์พลังงานในสาขาเศรษฐกิจในประเทศไทยจำนวน 70 % พบว่าพลังงานถูกนำไปใช้ใน 2 สาขาใหญ่นั่น ก็คือ อุตสาหกรรมและการขนส่ง โดยทั้ง 2 สาขานี้ มีการใช้พลังงานในสัดส่วนที่สูงมาโดยตลอด ในทุกๆ ปี แต่การใช้พลังงานในอุตสาหกรรมมีแนวโน้มสูงขึ้น คิดเป็นจำนวน 30 % ในช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจพุ่งมาเป็น 35 % ในช่วง พ.ศ. 2545 –  2546

 ต่อมาในวงการอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เมื่อวิเคราะห์จากมูลค่าการผลิตและการจ้างงาน มีการใช้พลังงานหมุนเวียนค่อนข้างมาก เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วจะใช้วัสดุที่เหลือจากการเกษตร เช่น โรงสีข้าว ก็มีการใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิงในการสีข้าว หรือ โรงงานอ้อย ก็ใช้ชานอ้อยเป็นเชื้อเพลิง ในการผลิตน้ำตาล ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ทางด้านอุตสาหกรรมเคมีในประเทศไทย ได้มีการเปลี่ยนไปใช้ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติมากขึ้น แต่ก็ยังจำเป็นต้องอาศัยพลังงานไฟฟ้ามากกว่าถึง 60% ของพลังงานทุกประเภท เพราะฉะนั้นคุณอาจก็คงจะเห็นภาพแล้วว่า การใช้พลังงานในเกือบทุกวงการ ผู้ใช้งานจำเป็นที่จะต้องมีความยืดหยุ่น เพื่อจะเปลี่ยนแปลงการนำพลังงานต่างๆ มาใช้ตลอดเวลา เพื่อลดต้นทุนและสร้างประสิทธิภาพที่ดีให้ได้มากที่สุด ส่วนในเรื่องของการขนส่งนั้นก็ได้มีการปรับเปลี่ยนการใช้ทดแทนกันระหว่างน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซิน หากแต่อย่างไรก็ตามผลกระทบของการใช้น้ำมัน ดีเซลนี้ก็ยังเป็นเรื่องที่กลายมาเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยอันเนื่องมาจากผลลัพธ์ของการใช้น้ำมันดีเซลอย่างต่อเนื่องนั้นก่อให้เกิดภาวะมลพิษในอากาศซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะฝุ่น PM 2.5 ซึ่งมีผลต่อกระทบต่อทั้งชีวิตของมนุษย์และสัตว์ รวมทั้งก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อธรรมชาติอย่างยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้นถ้าประเทศไทยหันมาลดการใช้พลังงานที่สิ้นเปลืองและเพิ่มพลังงานในรูปแบบใหม่เข้ามา เช่น พลังงานไฟฟ้าก็จะช่วยให้ประหยัดมากขึ้นไปได้ อีกทั้งยังทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

About the author:

Top